มะม่วงแก้ว เป็นที่นิยมปลูก เนื่องจากทั้งผลดิบ และผลสุกเป็นที่นิยมมาก นอกจากนั้น มะม่วงแก้วยังเป็นมะม่วงพันธุ์ที่ออกลูกดกมาก เติบโตเร็ว ต้านทานโรค และแมลงได้ดี รวมถึงสามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน
ลักษณะเด่นมะม่วงแก้ว
1. ติดลูกดก
2. เติบโตเร็ว ไม่จำเป็นต้องดูแลมาก
3. ทนแล้ง
4. ทนต่อโรค และแมลง
5. เป็นที่นิยมรับประทานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทั้งผลสุก และผลดิบ
6. เปลือกผลสุกมีสีเหลืองสวยงาม
7. เนื้อผลดิบมีความกรอบ เนื้อหนา
8. เนื้อผลสุกเหนียว แน่น ไม่เละง่าย มีรสหวานที่พอเหมาะ
9. แปรรูปได้หลายหลาย อาทิ มะม่วงดอง มะม่วงกวน มะม่วงในน้ำเชื่อม เป็นต้น
10. ต้นทุนการปลูก และการดูแลต่ำ
1. ติดลูกดก
2. เติบโตเร็ว ไม่จำเป็นต้องดูแลมาก
3. ทนแล้ง
4. ทนต่อโรค และแมลง
5. เป็นที่นิยมรับประทานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทั้งผลสุก และผลดิบ
6. เปลือกผลสุกมีสีเหลืองสวยงาม
7. เนื้อผลดิบมีความกรอบ เนื้อหนา
8. เนื้อผลสุกเหนียว แน่น ไม่เละง่าย มีรสหวานที่พอเหมาะ
9. แปรรูปได้หลายหลาย อาทิ มะม่วงดอง มะม่วงกวน มะม่วงในน้ำเชื่อม เป็นต้น
10. ต้นทุนการปลูก และการดูแลต่ำ
ลักษณะด้อยมะม่วงแก้ว
1. มีหลายสายพันธุ์ ทำให้บางพันธุ์มีราคาต่ำ
2. ช่อดอกไม่ทนฝน
3. เมล็ดมีขนาดใหญ่
4. ลำต้นแตกทรงพุ่มกว้าง และใหญ่
1. มีหลายสายพันธุ์ ทำให้บางพันธุ์มีราคาต่ำ
2. ช่อดอกไม่ทนฝน
3. เมล็ดมีขนาดใหญ่
4. ลำต้นแตกทรงพุ่มกว้าง และใหญ่
รูปแบบการปลูกมะม่วงแก้ว
1. การปลูกเพื่อรับประทานเอง
การปลุกมะม่วงแก้วรูปแบบนี้ พบได้ทั่วไปในทุกภาค ซึ่งเป็นการปลุกในระดับครัวเรือน ปลูกเพียงไม่กี่ต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประทานเองหรือเพื่อให้ร่มเงา เกษตรกรมักปลูกไว้หน้าบ้านหรือหลังบ้าน เพียง 1-2 ต้น หรือปลูกตามหัวไร่ปลายนา โดยหลังการปลูกเกษตรกรจะปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ ไม่มีการดูแลหรือเอาใจใส่มาก
1. การปลูกเพื่อรับประทานเอง
การปลุกมะม่วงแก้วรูปแบบนี้ พบได้ทั่วไปในทุกภาค ซึ่งเป็นการปลุกในระดับครัวเรือน ปลูกเพียงไม่กี่ต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประทานเองหรือเพื่อให้ร่มเงา เกษตรกรมักปลูกไว้หน้าบ้านหรือหลังบ้าน เพียง 1-2 ต้น หรือปลูกตามหัวไร่ปลายนา โดยหลังการปลูกเกษตรกรจะปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ ไม่มีการดูแลหรือเอาใจใส่มาก
2. การปลูกในแปลงใหญ่เพื่อจำหน่าย
การปลูกรูปแบบนี้ เป็นการปลูกในแปลงใหญ่ จำนวนหลายสิบต้น ตั้งแต่ 1 ไร่ จนถึงหลายสิบไร่ ซึ่งกระจายในทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ โดยมีการเตรียมแปลงก่อนปลูก มีการวางระยะห่างให้เหมาะสม มีการกำจัดวัชพืช การให้ปุ๋ย การให้น้ำ การตัดแต่งกิ่ง การห่อผล และการเก็บผลที่ถูกวิธี
การปลูกรูปแบบนี้ เป็นการปลูกในแปลงใหญ่ จำนวนหลายสิบต้น ตั้งแต่ 1 ไร่ จนถึงหลายสิบไร่ ซึ่งกระจายในทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ โดยมีการเตรียมแปลงก่อนปลูก มีการวางระยะห่างให้เหมาะสม มีการกำจัดวัชพืช การให้ปุ๋ย การให้น้ำ การตัดแต่งกิ่ง การห่อผล และการเก็บผลที่ถูกวิธี
ชนิดต้นพันธุ์ และลักษณะการปลูกมะม่วงแก้ว
1. ต้นพันธุ์จากกิ่งตอน โดยการตอนกิ่งจากต้นพ่อแม่พันธุ์ ก่อนนำมาเพาะต่อในถุงเพาะชำจนตั้งตัวได้ แล้วค่อยนำลงปลูกในแปลง
2. ต้นพันธุ์จากการเสียบยอด แบ่งเป็น
– การเสียบยอดในถุงเพาะชำ ด้วยการเพาะต้นตอจากเมล็ดให้ได้ขนาด ก่อนตัดกิ่งพันธุ์มาเสียบยอด หลังจากนั้นดูแลจนตั้งต้นได้ ก่อนนำลงปลูกในแปลง
– เสียบยอดในแปลงปลูก ด้วยการปลูกต้นตอที่ได้จาการเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำปลูกลงแปลงก่อน เมื่อต้นตอตั้งตัวได้ และได้ขนาด จึงนำกิ่งพันธุ์มาเสียบยอด
1. ต้นพันธุ์จากกิ่งตอน โดยการตอนกิ่งจากต้นพ่อแม่พันธุ์ ก่อนนำมาเพาะต่อในถุงเพาะชำจนตั้งตัวได้ แล้วค่อยนำลงปลูกในแปลง
2. ต้นพันธุ์จากการเสียบยอด แบ่งเป็น
– การเสียบยอดในถุงเพาะชำ ด้วยการเพาะต้นตอจากเมล็ดให้ได้ขนาด ก่อนตัดกิ่งพันธุ์มาเสียบยอด หลังจากนั้นดูแลจนตั้งต้นได้ ก่อนนำลงปลูกในแปลง
– เสียบยอดในแปลงปลูก ด้วยการปลูกต้นตอที่ได้จาการเพาะเมล็ดในถุงเพาะชำปลูกลงแปลงก่อน เมื่อต้นตอตั้งตัวได้ และได้ขนาด จึงนำกิ่งพันธุ์มาเสียบยอด
การเตรียมแปลงปลูก และหลุมปลูก
แปลงปลูกครั้งแรกที่เคยปลูกพืชอื่นมากก่อน จำเป็นต้องไถพรวนดินก่อน 1 รอบ พร้อมกำจัดวัชพืชออกก่อน จากนั้น ทำการขุดหลุมปลูก กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร และลึกประมาณ 50 เซนติเมตร โดยมีระยะห่างระหว่างหลุม และแถวที่ 6-8 x 6-8 เมตร โดยวางแนวกว้างในทิศตะวันออก-ตะวันตก จากนั้น ตากหลุมไว้ 5-7 วัน
แปลงปลูกครั้งแรกที่เคยปลูกพืชอื่นมากก่อน จำเป็นต้องไถพรวนดินก่อน 1 รอบ พร้อมกำจัดวัชพืชออกก่อน จากนั้น ทำการขุดหลุมปลูก กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร และลึกประมาณ 50 เซนติเมตร โดยมีระยะห่างระหว่างหลุม และแถวที่ 6-8 x 6-8 เมตร โดยวางแนวกว้างในทิศตะวันออก-ตะวันตก จากนั้น ตากหลุมไว้ 5-7 วัน
วิธีการปลูก
การปลูกควรปลูกในต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ซึ่งต้องเตรียมแปลง และหลุมปลูกให้เสร็จก่อน และหลังจากตากหลุมจนครบกำหนดแล้ว ให้โรยก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 5 กำมือ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กำมือ พร้อมเกลี่ยหน้าดินลงคลุกผสม หลังจากนั้น ฉีกถุงเพาะออก แล้วนำต้นพันธุ์ลงปลูก พร้อมเกลี่ยดินกลบให้พูนโคนต้นขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้น ใช้ไม้ไผ่ปักข้างลำต้น พร้อมใช้เชือกฟางรัดพอหลวมๆ
การปลูกควรปลูกในต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ซึ่งต้องเตรียมแปลง และหลุมปลูกให้เสร็จก่อน และหลังจากตากหลุมจนครบกำหนดแล้ว ให้โรยก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 5 กำมือ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กำมือ พร้อมเกลี่ยหน้าดินลงคลุกผสม หลังจากนั้น ฉีกถุงเพาะออก แล้วนำต้นพันธุ์ลงปลูก พร้อมเกลี่ยดินกลบให้พูนโคนต้นขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้น ใช้ไม้ไผ่ปักข้างลำต้น พร้อมใช้เชือกฟางรัดพอหลวมๆ
การให้น้ำ
หลังการปลูกในช่วงแรก หากฝนไม่ตกจะต้องให้น้ำอย่างน้อยวันเว้นวัน แต่หากฝนตก และหน้าดินชุ่ม ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ และในปีแรกที่ถึงช่วงหน้าแล้ง ควรให้น้ำประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง เป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นที่เข้าระยะปีที่ 2 ควรให้น้ำบ้างในฤดูแล้ง ปีต่อไปไม่จำเป็นต้องให้น้ำ
หลังการปลูกในช่วงแรก หากฝนไม่ตกจะต้องให้น้ำอย่างน้อยวันเว้นวัน แต่หากฝนตก และหน้าดินชุ่ม ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ และในปีแรกที่ถึงช่วงหน้าแล้ง ควรให้น้ำประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง เป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นที่เข้าระยะปีที่ 2 ควรให้น้ำบ้างในฤดูแล้ง ปีต่อไปไม่จำเป็นต้องให้น้ำ
การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยระยะก่อนให้ต้นติดผล คือ 1-3 ปี ให้ใส่ปุ๋ยคอก ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่ต้นฤดูฝน และครั้งที่ 2 ใส่ปลายฤดูฝน ก่อนหมดฝนประมาณ 1-2 เดือน อัตราปุ๋ยคอกประมาณ 1 ถังเล็ก/ต้น อัตราปุ๋ยเคมีประมาณ 1-2 กำมือ/ต้น และเมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ให้เปลี่ยนช่วงการใส่ปุ๋ยครั้งแรกเป็นก่อนการออกดอก และครั้งที่ 2 เป็นหลังการเก็บผลผลิต
การใส่ปุ๋ยระยะก่อนให้ต้นติดผล คือ 1-3 ปี ให้ใส่ปุ๋ยคอก ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่ต้นฤดูฝน และครั้งที่ 2 ใส่ปลายฤดูฝน ก่อนหมดฝนประมาณ 1-2 เดือน อัตราปุ๋ยคอกประมาณ 1 ถังเล็ก/ต้น อัตราปุ๋ยเคมีประมาณ 1-2 กำมือ/ต้น และเมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ให้เปลี่ยนช่วงการใส่ปุ๋ยครั้งแรกเป็นก่อนการออกดอก และครั้งที่ 2 เป็นหลังการเก็บผลผลิต
การตัดดอก
มะม่วงแก้วที่ปลูกจากต้นพันธุ์ตอนหรือการเสียบยอด ควรให้ต้นมะม่วงมีอายุตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไปก่อน แล้วค่อยปล่อยให้ติดผล เพราะจะทำให้ต้นแตกกิ่งมาก โคนต้นแข็งแรง ดังนั้น ในระยะ 1-3 ปี หลังการปลูก หากต้นมะม่วงติดดอก ให้ตัดดอกทิ้งก่อน
มะม่วงแก้วที่ปลูกจากต้นพันธุ์ตอนหรือการเสียบยอด ควรให้ต้นมะม่วงมีอายุตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไปก่อน แล้วค่อยปล่อยให้ติดผล เพราะจะทำให้ต้นแตกกิ่งมาก โคนต้นแข็งแรง ดังนั้น ในระยะ 1-3 ปี หลังการปลูก หากต้นมะม่วงติดดอก ให้ตัดดอกทิ้งก่อน
การเก็บผลผลิต
หลังจากเข้าปีที่ 3 ให้ปล่อยต้นมะม่วงติดดอก และติดผลตามปกติ แล้วเก็บผลในระยะก่อนห่ามหรือสุกตามที่ตลาดต้องการหรือความต้องการจำหน่าย ซึ่งสามารถเก็บผลได้ในช่วง 3-4 เดือน หลังติดผล ประมาณปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม
หลังจากเข้าปีที่ 3 ให้ปล่อยต้นมะม่วงติดดอก และติดผลตามปกติ แล้วเก็บผลในระยะก่อนห่ามหรือสุกตามที่ตลาดต้องการหรือความต้องการจำหน่าย ซึ่งสามารถเก็บผลได้ในช่วง 3-4 เดือน หลังติดผล ประมาณปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น